The Glittering Rooftop in Dubrovnik
โดย คุณณัฐพรพรหม แดดภู่

         ขณะเมื่อรถโค้ชแล่นลัดเลาะเหลี่ยมเขาจากเมือง Split และข้ามสะพานแขวน Dubrovnik Bridge นี่เป็นเสมือนสัญญาณเตือนให้รู้ว่าเขตเมืองเก่าของโครเอเชียที่เรารอคอยอยู่ข้างหน้าไม่ไกลนัก ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าจากมุมสูงคือ บ้านเรือนหลังคาสีแดงอมส้มลดหลั่นกันไปมา แซมด้วยยอดหลังคาโบสถ์ บางมุมเป็นหอระฆังสูงตระหง่านขึ้นมา บ้านเรือนที่ตั้งเรียงรายหนาแน่นเป็นระเบียบบนพื้นที่อันจำกัดนี้ ยังคงสภาพเมืองสมัยเรเนสซองส์ ของช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 – 16 ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ตัวเมืองแห่งนี้ถูกโอบล้อมด้วยกำแพงป้อมปราการแข็งแกร่งอันงามสง่า และภายนอกกำแพงมุมหนึ่งก็ถูกขนาบด้วยท้องทะเลสีเขียวมรกตตัดกับท้องฟ้าสีเข้ม เป็นภาพที่สะกดตาให้นิ่งไปชั่วขณะ เพื่อดื่มด่ำสวรรค์บนดินแห่งนี้ที่มีนามว่า ดูบรอฟนิค (Dubronovnik) หรือที่มันถูกขนานนามว่า “ไข่มุกเม็ดงามทะเลเอนเตรียติก”

         จากทางเดินพื้นหินอันขรุขระที่ปูลาดยาวตรงเข้าสู่เขตเมืองเก่า ภาพที่สะดุดตาแรกเห็นคือถนนหลักหรือเรียกว่า Stradun เสมือนเป็นเส้นแบ่งอาณาเขตซ้าย ขวา ระหว่างชาวพื้นเมืองดั้งเดิมกับคนที่อพยพมาจากกรีก โรมัน ที่นี่มีน้ำพุประจำเมืองที่ชาวโครแอทได้ผันน้ำผ่านท่อส่งน้ำมาเพื่อหล่อเลี้ยงคนภายในเขตกำแพงเมือง เมื่อเดินไปสุดทางถนนจะพบหอระฆังที่มีความสูงถึง 31 เมตร ก่อสร้างขึ้นเมื่อปี ค.. 1444 และถูกขนาบด้วยพระราชวัง 2 แห่งคือ พระราชวัง สปอนซา (Sponza Palace) งดงามด้วยศิลปะโกธิคผสมเรอเนสซองส์ และอีกด้านคือพระราชวังเรคเตอร์ส (Rector’s Palace) ในอดีตเคยเป็นที่พักของผู้ปกครองเมือง ปัจจุบันกลายเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงของใช้ทั่วไปของบรูนอฟวิคในช่วงศตวรรษที่ 16 – 19

         การเดินเล่นไปเรื่อย ๆ ตามซอกซอยของเมืองนี้ ได้ชิมอาหารท้องถิ่น ได้เห็นวิถีชีวิตของชาวบ้าน ซึ่งแม้เมืองนี้จะไม่หรูหราหรือคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวเหมือนเช่น ปารีส โรม หรือมิลานก็ตาม แต่เสน่ห์อย่างหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ความงดงามของสิ่งปลูกสร้าง ที่ทำให้ได้สัมผัสร่องรอยของอดีตที่ยังมีลมหายใจ ทำให้การมาบรูนอฟวิคครั้งนี้เป็นมากกว่าการท่องเที่ยว แต่ยังเป็นการเดินทางมาเยือนดินแดนอันแสนวิเศษ สิ่งที่ได้มากกว่าภาพถ่ายคือความประทับใจ และตั้งใจว่าต้องกลับมาเยือนที่นี่อีกครั้งให้ได้อย่างแน่นอน

Leave a Reply

Your email address will not be published.