THE ANCIENT CITY OF DUNHUANG

ตุนหวง...เมืองอารยธรรมโบราณกลางทะเลทราย

“ตุนหวง Dunhuang” เมืองโอเอซิสโบราณบนเส้นทางสายไหมที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันปี แหล่งบรรจบของอารยธรรมจีนและอารยธรรมตะวันตก ที่ตั้งของเนินทรายครวญ ทะเลสาบพระจันทร์เสี้ยว และ ถ้ำหินมหัศจรรย์คลังพุทธศิลป์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีสภาพสมบูรณ์ที่สุดของโลกลองไปสัมผัสความงดงามท่ามกลางความแห้งแล้งของทะเลทรายที่ตุนหวงเมืองอารยธรรมที่จะไม่ทำให้คุณผิดหวัง

ตุนหวงเมืองเล็ก ๆ ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลกานซูภาคตะวันตกของจีน เป็นเมืองวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ตั้งอยู่บนเส้นทางสายไหม(Silk Road) ชุมทางการค้าที่เจริญรุ่งเรืองในสมัยโบราณจุดเริ่มต้นจากจีนไปยังเอเชียกลางและยุโรป และจุดแวะพักของเหล่าคาราวานพ่อค้าที่เข้ามาค้าขายกับจีน นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของทะเลทรายโกบีที่ใหญ่และสวยงามที่สุดในเอเชีย

เปิดฉากความอัศจรรย์บนทะเลทรายโกบี แหล่งรวมมรดกโลกอันแสนงดงามที่ “เนินทรายหมิงซาซาน (MingShaShan)” อยู่ห่างจากตัวเมืองไป 6 กม.เนินทรายครวญที่ไม่มีวันหลับใหล มองไปโดยรอบจะเห็นนักท่องเที่ยวหลากหลายเชื้อชาติ ที่เดินทางมาชมความงดงามทะเลทรายที่สวยที่สุดของจีนแห่งนี้ สิ่งแรกที่พบคือจุดเช่ารองเท้าสำหรับกันทราย ค่าเช่าประมาณ 15 หยวนลักษณะรองเท้าที่ว่าก็คือถุงผ้าธรรมดา ๆ ที่สวมห่อรองเท้าคู่โปรดไม่ให้เสียหายเท่านั้นเอง จะใส่หรือไม่ใส่แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละคน บางคนเดินชิล ๆให้เท้าสัมผัสกับผิวทรายเนื้อนุ่มโดยตรง หลายคนลุยเลยด้วยรองเท้าคู่ที่ใส่มา

เบื้องหน้าของเราคือ “เนินทรายหมิงซาซาน” เนินทรายขนาดมหึมาที่ก่อตัวขึ้นจากการพัดพาของกระแสลม ซึ่งหอบหิ้วเม็ดทรายขนาดเล็กนำมาทับถมกันจนเกิดเป็นกองทรายขนาดใหญ่ การชมเนินทรายหมิงซาซาน นอกจากจะใช้วิธีเดินแล้ว ยังมีอูฐยืนเรียงรายรอให้บริการนักท่องเที่ยวที่อยากสัมผัสบรรยากาศการท่องทะเลทรายประหนึ่งชารีฟและมิเชลล์ในนวนิยายเรื่องฟ้าจรดทราย ค่าบริการขี่อูฐชมทะเลทรายจะอยู่ที่ 100 หยวน นอกจากนี้ยังมีบริการรถไฟฟ้า รถวิบาก รวมทั้งบริการเครื่องร่อนบินให้ชมวิวทิวทัศน์จากมุมสูง ใครอยากเพิ่มความสนุก ขาลงลองนั่งเลื่อนทราย เช่าเบาะนั่งสไลด์ลงจากเนินทรายคลายความเมื่อยจากการเดินได้การเดินไต่ขึ้นไปบนเนินทรายเป็นเรื่องท้าทายไม่ใช่น้อย เทคนิคที่ผู้รู้แนะนำกันมาคือการเดินไต่ขึ้นในลักษณะเฉียง จะลดความชันและลดปัญหาเท้าจมทรายมากกว่า ที่สำคัญควรเดินบนสันทรายที่อัดแน่นไปด้วยเม็ดทรายหรือตามทางที่มีบันไดพาดไว้จะทำให้เดินได้ง่ายและได้ชื่นชมทัศนียภาพโดยรอบอย่างสบายใจเราเดินผ่านผู้คนที่นั่งจมกองทรายอยู่ระหว่างทางหลายต่อหลายคน สายตาที่ผสานกันบวกด้วยรอยยิ้มเป็นการสื่อสารอย่างมิตรที่ไม่จำเป็นต้องทำความรู้จักกันอย่างเป็นทางการแต่ที่รู้คือทุกคนล้วนมีเป้าหมายเดียวกัน

ไฮไลท์ของเนินทรายหมิงซาซานก็คือทะเลสาบรูปพระจันทร์เสี้ยว(Crescent Lake) หรือที่เรียกในภาษาจีนว่า “เย่ว์หยาเฉวียน”ในเวิ้งทรายสีทองกว้างใหญ่ ที่ทิศทางของกระแสลมไม่ว่าจะพัดแรงเพียงใด ก็ไม่พัดทรายลงมาในทะเลสาบให้กลืนหายไปแต่ปัจจุบันด้วยอิทธิพลของโลกร้อน การสูบน้ำใต้ดินมาใช้ในการเกษตร การเติบโตของเมือง มีการใช้น้ำบาดาลมากขึ้น ทำให้ปริมาณน้ำใต้ดินลดน้อยลง จนทะเลสาบตื้นเขินกลายเป็นแอ่งน้ำลึกไม่ถึงเมตรจากเดิมที่เคยลึกถึง 5 เมตร เมื่อ 50 – 60 ปีก่อนวันข้างหน้าทะเลสาบแห่งนี้อาจมีรูปทรงไม่เหมือนเดิม แต่ ณ วันนี้รอบทะเลสาบยังคงความชุ่มชื้น ร่มเย็น เพราะรายล้อมด้วยต้นไป๋หยาง กิ่งหลิว และต้นอ้อ ที่ปลิวไสวไปตามกระแสลมข้าง ๆ ทะเลสาบ เป็นที่ตั้งของเจดีย์และวัดจีนศิลปะฮั่นนักท่องเที่ยวสามารถแวะไปทำบุญ พักผ่อน และช้อปของที่ระลึก

จบทริปแบบอลังการกลางทะเลทรายที่วัดถ้ำแห่งตุนหวง “ถ้ำเซียนโฝ” (Qian Fo) ที่แปลว่า “ถ้ำพระพุทธรูปพันองค์” พุทธศิลป์สุดยิ่งใหญ่กลางทะเลทรายโกบี สิ่งก่อสร้างมหัศจรรย์บนหน้าผาทางด้านตะวันออกของภูเขาหมิงซาห่างจากตัวเมืองตุนหวง ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ราว 25 กม. ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก เมื่อปี ค.ศ. 1987 ถือเป็นแหล่งพุทธศิลป์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจีน ถ้ำหินม่อเกาสร้างต่อเนื่องมานานนับพันปี ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 4 – 14 ตั้งแต่ราชวงศ์ฉินถึงราชวงศ์หยวนรวม 10 ราชวงศ์ โดยยุคทองอยู่ในช่วงกลางสมัยราชวงศ์ถัง ใช้แรงงานคนขุดเจาะถ้ำหลายร้อยถ้ำตามหน้าผาหิน แต่ละถ้ำจะมีภาพวาดจิตรกรรมบนผนังและเพดานถ้ำ รูปปั้นพระพุทธรูป พระโพธิสัตว์ที่สวยงามล้ำค่า ทางการจีนเปิดให้เข้าชมเพียงไม่กี่ถ้ำ การเข้าชม ห้ามถ่ายรูป ไม่เปิดไฟเพื่อรักษาสภาพถ้ำให้คงอยู่สมบูรณ์ที่สุด ถ้ำม่อเกาเป็นถ้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ยาว 1,600 เมตรทุกตารางนิ้วของผนังถ้ำเต็มไปด้วยภาพวาดและรูปสลักทางศาสนา ภาพผนังกินเนื้อที่กว่า 45,000 ตารางเมตร นักโบราณคดีตะวันตกขนานนามถ้ำนี้ว่าLibrary Cave สิ่งก่อสร้างภายในวัดถ้ำโม่เกาทำจากไม้ในสมัยราชวงศ์ถังและซ้อง จำนวน 5 หลัง คัมภีร์และหนังสือต่าง ๆ กว่า 50,000 ชิ้น และประติมากรรมเกือบ 2,500 ชิ้น ข้อมูลจากบันทึกโบราณ สันนิษฐานกันว่าหลวงจีนชื่อ Lezun เป็นผู้ริเริ่มก่อสร้างถ้ำเมื่อปี ค.ศ. 366 โดยบอกบุญพ่อค้าบนเส้นทางสายไหม นำเงินมาใช้ในการก่อสร้างโดยมีโครงการสร้างพระพุทธรูป 1,000 องค์เพื่อประดิษฐานในถ้ำ ภาพวาดเขียนสีที่ถ้ำผาม่อเกาส่วนใหญ่เป็นศิลปะสมัยราชวงศ์ถัง มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวบอกเล่าเรื่องราวของความดี – ความชั่ว และความสุขนิรันดร์ในสรวงสวรรค์การเดินชมถ้ำผลงานสถาปัตยกรรมชิ้นเอกจากการสร้างสรรค์อันชาญฉลาดของมนุษย์ในอดีต สะท้อนให้เห็นอิทธิพลยิ่งใหญ่ของของศาสนาพุทธ ความเชื่อมโยงของวัฒนธรรมและอารยธรรม บทบาทของเมืองตุนหวงบนเส้นทางสายไหม ไม่ใช่แค่สถานที่นำเข้า – ส่งออกสินค้า จุดแวะพักของขบวนคาราวานพ่อค้าเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เสมือนสถานีถ่ายทอด แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ระหว่าง จีน อินเดียกรีก และอาหรับ ที่ช่วยหลอมรวมให้เกิดมรดกโลก

Leave a Reply

Your email address will not be published.