“ทัสคานี” เพชรเม็ดงามแห่งอิตาลี

ถิ่นกำเนิดยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยา อารยธรรมโบราณแห่งชาวอิทรูเรีย แหล่งรวบรวมเมืองเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงและทุ่งหญ้าที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ทั้งหมดนี้คือคำนิยามของ “ทัสคานี” แคว้นขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในอิตาลี

ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่เป็นทุ่งหญ้ากว้าง เนินเขาสลับซับซ้อนกันและมีเมืองต่าง ๆ กระจัดกระจายอยู่รอบ ๆ ทำให้การท่องเที่ยวในทัสคานีนั้นสามารถทำได้แบบ Town Hopping ซึ่งก็คือการเที่ยวในแต่ละเมืองเพียงระยะเวลาสั้น ๆ จากนั้นก็เดินทางไปที่เมืองต่อไปเรื่อย ๆ ภายในหนึ่งวัน โดยสามารถเริ่มต้นที่เมืองคอร์โทนา (Cortona) เมืองเก่าแก่ที่สั่งสมอารยธรรรมโบราณแห่งชาวอิทรูเรียเอาไว้ ด้วยที่ตั้งที่อยู่บนเนินเขาและมีสถาปัตยกรรมการก่อสร้างบ้านเรือนแบบเก่าแก่ เมืองแห่งนี้จึงได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่งดงามแห่งหนึ่งของทัสคานี มีเสน่ห์อยู่ที่ตรอกซอกซอยเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยร้านอาหาร ร้านค้า และที่อยู่อาศัยของชาวเมืองที่ยังคงกลิ่นอายสมัยยุคกลางเอาไว้จวบจนปัจจุบัน หากนักท่องเที่ยวสนใจในเรื่องประวัติศาสตร์ของเมืองนี้ก็ไม่ควรพลาดแวะไปที่ Palazzo Communale ปราสาทซึ่งตั้งอยู่ตรงใจกลางเมือง หรือชมศิลปวัตถุของชาวอิทรูเรียได้ที่พิพิธภัณฑ์ Museo dell’Accademia Etrusca

Tip: ไม่ควรพลาดแวะชิมไอศกรีมสุดอร่อยที่ร้าน Dolce Vita ซึ่งตั้งอยู่บนเส้นทางไปยัง Palazzo Communale

เมืองต่อมาคือเมืองมอนเตพูลชิอาโน (Montepulciano) ตั้งอยู่บนเนินเขาที่สูงที่สุดทางตอนใต้ของทัสคานี จากตัวเมืองสามารถมองเห็นแคว้นอมเบรียและพื้นที่ทางตอนใต้ทั้งหมด ตึกรามบ้านช่องที่ใหญ่โตคือจุดเด่นของเมืองนี้ ทั้งยังมี Duomo โบสถ์สำคัญที่สร้างโดยนักเรียนโรงเรียนศิลปะเซียนนาตั้งอยู่บนถนน Corco ให้ได้ยลโฉม และที่สำคัญตรง Piazza Grande ใจกลางเมืองยังเป็นสถานที่จัดงานสำคัญต่าง ๆ อีกมากมาย ซึ่งหากมาที่นี่ในเดือนสิงหาคมนักท่องเที่ยวจะได้พบกับเทศกาล Bravio delle Botti ที่มีการแข่งขันเข็นถังไวน์อีกด้วย วิธีการชมวิวที่ดีที่สุดในเมืองนี้คือการเดินสำรวจสถานที่ต่าง ๆ ไปตามถนนของชานเมืองซึ่งจะมีไร่องุ่นให้เห็นมากมาย จากเมืองนี้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปเที่ยวที่เมืองเพียนซา หมู่บ้าน Bagno Vignoni ที่แสนอบอุ่น เมืองมอนเทลชิโอ หรือหมู่บ้านอื่น ๆ ที่ชวนหลงใหลในเมืองนั้น ๆ ก็ได้

มอนเทลชิโน (Montalcino) เมืองเล็ก ๆ ที่รายล้อมไปด้วยไร่องุ่นแห่งนี้เลื่องชื่อเป็นที่รู้จักในเรื่องของไวน์ Brunello หนึ่งในไวน์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกจากอิตาลี โรงงานที่ผลิตไวน์นี้ถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1888 โดย Ferruccio Biondi Santi ผู้ริเริ่มความคิดที่จะนำองุ่นที่ไม่ใช้แล้วมาดัดแปลงทำอาหารอย่างอื่น เอกลักษณ์ของไวน์ Brunello คือขั้นตอนในการทำซึ่งใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปีและ 2 ปีในนั้นไวน์จะต้องถูกเก็บไว้ในถังไม้โอ๊ค เป็นการบ่มที่ใช้เวลานานพอควรซึ่งไวน์ทั่วไปสามารถดื่มได้ทันทีหลังจากการบ่มเป็นระยะเวลา 1 ปี นอกจากเรื่องไวน์แล้วมอนเทลชิอาโนยังรุ่มรวยไปด้วยสถาปัตยกรรม ศูนย์กลางทางประวัติศาตร์อย่างอย่างป้อมปราการ Rocco ซึ่งสร้างในปี 1361 เพื่อเป็นทางผ่านเข้ามอนเทลชิโนภายใต้การปกครองของเมืองเซียนนาอีกด้วย จากตัวป้อมปราการสามารถมองเห็นภาพทิวทัศน์ที่งดงามกว้างไกลได้ตั้งแต่ Monte Amiata ไปจนถึงเมืองเซียนนา วาลดอร์เซียและเนินเขาแห่งมาเร็มมา (the Hills of Maremma) อีกหนึ่งแลนด์มาร์คน่าสนใจของเมืองมอนเทลซิโนก็คือหอนาฬิกาที่โอบล้อม Palazzo dei Priori ซึ่งเป็นอาคารเอนกประสงค์ของเมือง รอบ ๆ กันนั้นจะเป็นย่านจัสตุรัส Piazza del Popolo ที่โดดเด่นไปด้วยอัฒจรรย์สไตล์โกธิค ไม่เพียงเท่านี้ควรไปเที่ยวชมปราสาท Vescovile โบสถ์ Sant’ Agostino, Sant’ Egidio และ San Francesco ซึ่งเป็นอกหนึ่งสถานที่สำคัญของเมืองนี้อีกด้วย

ระหว่างเมืองมอนเทลชิโนและเมืองมอนเตพูลชิอาโนยังมีเมืองเพียนซา (Pienza) ตั้งอยู่กึ่งกลาง ได้รับการขึ้นทะเบียนโดยองค์การยูเนสโกให้เป็นเมืองมรดกโลกในปี 1996 มีจุดเด่นคือพระราชวังองค์สันตะปาปาที่ยังสร้างไม่เสร็จเนื่องจากกำหนดการของ Pope Pius II ที่ต้องการให้สถาปนิกสร้างพระราชวังให้เสร็จภายใน 3 ปีซึ่งเป็นระยะเวลาที่กระชั้นชิด ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ยังคงอยู่และเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม ไฮไลท์สำคัญคือเบื้องหลังของพระราชวังซึ่งมีทัศนียภาพที่สวยงามน่าชม

เมืองต่อมาคือเมืองเซียนนา (Sienna) ที่ร่ำลือกันว่างดงามที่สุดในอิตาลี เป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวในเรื่องการเฉลิมฉลองประจำปี (The Sienese Palio) ซึ่งงานนี้จะจัดขึ้นที่ Campo ระหว่างวันที่ 2 กรกฎาคม ถึง 16 สิงหาคม ตั้งแต่เวลา 1 ทุ่มของทุกปี เป็นงานเฉลิมฉลองที่มีชื่อเสียงที่สุดในทัสคานี ภายในงานจะมีกิจกรรมการแข่งขันขี่หลังม้าโดยปราศจากอาน ซึ่งม้าที่ถูกคัดเลือกจะมาจากการจับฉลากและการทำพิธีอวยพรศักดิ์สิทธิ์ที่โบสถ์ของแต่ละเขตเพื่อเป็นมงคลแก่ม้าที่เข้าแข่งขัน ส่วนผู้ขี่ม้าจะเป็นตัวแทนจาก 10 เขตในเมืองเซียนนา ในช่วงเวลานี้จะมีการแห่ขบวน การแสดงที่น่าตื่นตาตื่นใจมากมายให้ผู้เข้าชมได้เพลิดเพลินและมีการพนันผลการแข่งขันขี่ม้าจากผู้ชมอีกด้วย เมื่อผู้แข่งขันจากเมืองไหนชนะจะได้รับธงผ้าไหมอันทรงเกียรติและมีการเฉลิมฉลองในเมืองนั้น ๆ ซึ่งอาจจะยืดเยื้อเป็นเวลานานถึง 1 สัปดาห์อีกด้วย สำหรับการเที่ยวชมเมืองเซียนนาควรเริ่มจากทางเดินตามตรอกซอยเล็ก ๆ ผ่าน Loggia della Mercanzia ไปจนพบกับ Piazza del Campo ลานสาธารณะที่เก่าแก่ที่ตั้งของสภาโรมันในอดีต ลักษณะสถาปัตยกรรมของที่นี่มีการปูพื้นด้วยอิฐสีแดง แยกออกเป็น 9 ส่วนซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงฝ่ายบริหารของสภาองคมนตรีทั้งเก้า โดดเด่นด้วยหอหอนาฬิกา Madonna ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1349 สถานที่แห่งนี้ได้ถูกใช้เป็นที่ทำกิจกรรมมากมายตั้งแต่การประหารชีวิตนักโทษไปจนถึงงานเลี้ยงเฉลิมฉลองประจำปี ในปัจจุบันได้กลายเป็นสถานที่นั่งเล่น พักผ่อนหย่อนใจ ร้านค้าต่าง ๆ ตั้งอยู่รอบ ๆ ภายนอก ใกล้ ๆ กันนั้นยังมี Palazzo Pubblico ศาลากลางจังหวัดที่มีสถาปัตยกรรมแบบโกธิคโดยมีหอระฆังTorre del Mangia อยู่ข้างตึก เป็นหอระฆังสร้างในยุคกลางที่สูงเป็นอันดับสองในอิตาลี ทางทิศเหนือของขอบลานยังมีบ่อน้ำพุแกะสลัก Fonte Gaia เป็นภาพแกะสลักนูนรูป Virtues, Adam and Eve และ Madonna and Child ตั้งอยู่เฉลียงข้างหลังของศาลากลางอีกด้วย

ก่อนจบทริปพลาดไม่ได้เลยที่จะต้องแวะไปที่เมืองฟลอเรนซ์ (Florence) เมืองหลวงแห่งทัสคานีที่ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในเมืองที่ดีที่สุดของยุโรปโดย Conde Nast Traveler ในปี 2015 ด้วยลักษณะบ้านเมืองที่เรียงรายไปด้วยตึกรามบ้านช่องมากมาย กิจกรรมที่สามารถทำได้ก็คือการเดินเยี่ยมชมสถาปัตยกรรมของตึกต่าง ๆ ในเมือง โดยสถานที่ที่น่าสนใจคือ มหาวิหาร Duomo ที่ตัวโดมประดับประดาไปด้วยภาพเฟรสโก้จากศิลปิน Giorgio Vasari จากจุดชมวิวบนโดม นักท่องเที่ยวจะสามารถมองเห็นเมืองทั้งเมืองของฟลอเรนซ์ได้อย่างชัดเจน หรือจะเลือกชมวิวจากหอระฆังซึ่งสามารถมองเห็นมหาวิหาร Duomo ในมุมที่แปลกตาก็น่าสนใจไม่แพ้กัน อย่างไรก็ตามการขึ้นชมวิวในสถานที่ทั้งสองต้องมีค่าใช้จ่าย โดยหากขึ้นชมวิวที่ Duomo จะมีค่าใช้จ่ายราว ๆ 8 ยูโร และหอระฆัง 6 ยูโร รอบ ๆ เมืองยังมีพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ที่น่าสนใจ อาทิ พิพิธภัณฑ์ Uffizi, Accademia และพิพิธภัณฑ์อื่น ๆ อีกมากมาย นอกจากสถานที่ท่องเที่ยวแล้วเมืองฟลอเรนซ์ยังขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งกำเนิดของไอศกรีมเจลาโต้ ธุรกิจที่ชาวเมืองฟลอเรนซ์นิยมทำกันเป็นครอบครัวอีกด้วย “Perche’ No” ร้านที่ริเริ่มคิดค้นรสชาติไอศกรีมตามฤดูกาล เช่น รสกุหลาบทัสคันและรสลาเวนเดอร์ออกมาเป็นร้านแรก ๆ และยังมีการสืบทอดกิจการจากต้นตระกูล Vivoli มาตั้งแต่ปี 1939 นับว่าเป็นร้านไอศกรีมที่ต้องแวะไปลองให้ได้สักครั้งเมื่อมาที่เมืองฟลอเรนซ์

Leave a Reply

Your email address will not be published.