NINGBO รอวันได้เจอ มนต์เสน่ห์เก่า ใหม่ ที่ไม่ควรพลาด

NINGBO รอวันได้เจอ

มนต์เสน่ห์เก่า ใหม่ ที่ไม่ควรพลาด

PART 1
เรื่องโดย คุณภนิดา วานิชตันศิริโชค
สมาชิกบัตรเครดิต KTC VISA

ปลายเดือนตุลาก่อนขึ้นศักราช 2020 ฉันชวนเพื่อนร่วมทางได้ครบสามคน จัดทริปเจ็ดวันในฤดูใบไม้ร่วงที่ได้ประสบการณ์แบบคุ้มค่าห้าดาว

ใครจะรู้บ้างไหมว่า “หนิงโป” เคยเป็นเมืองท่าโบราณบนเส้นทางสายไหมที่จีนใช้ติดต่อค้าขายไปถึงเอเชียไมเนอร์ตั้งแต่ ค.ศ.738 ร่องรอยพ่อค้าวานิชชาวมุสลิมยังปรากฏอยู่ในอาหาร ภาษาและสถาปัตยกรรมสุเหร่าถึงทุกวันนี้ มีห้องสมุดเก่าแก่ที่สุดในประเทศ ผ่านร้อนผ่านหนาวมากับการเปลี่ยนแปลงของประเทศที่ยังคงอยู่มาจนถึงในปัจจุบัน และที่หนิงโปยังมีพิพิธภัณฑ์ของเมืองที่เลิศล้ำได้รับรางวัลระดับโลกอีกด้วย ถ้าฉันได้เป็นชาวหนิงโปคงจะไม่พลาดออกมาเดินเล่นทุกวัน แต่ถึงอย่างนั้นหนิงโปก็ไม่ได้มีดีแค่ของเก่า เพราะเป็นเมืองที่รัฐบาลจีนสนับสนุนเศรษฐกิจ SME จึงได้เห็นคนรุ่นใหม่ออกมาขายซาลาเปา เกี๊ยวนึ่งที่จ่ายเงินผ่านมือถือและ QR Code เต็มไปหมด

ภาพความแออัด เสียงตะโกนโหวกเหวกที่เราอาจคุ้นชินเมื่อนึกถึงประเทศจีน เป็นสิ่งที่แทบไม่พบที่หนิงโป ที่นี่มีสถานีรถไฟความเร็วสูงที่สะอาดทันสมัยเหมือนในประเทศญี่ปุ่นผู้คนในสวนสาธารณะต่างแต่งตัวสะอาดสุภาพ และพักผ่อนกันอย่างสงบ นอกจากนี้ยังมีสวนขนาดใหญ่ที่ควรมาชมคือ “เยว่หูหยวน” แปลตามศัพท์ได้ว่า “อุทยานทะเลสาบศศิธร” ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหนิงโป เป็นสถานที่แรกที่เราปักหมุดในทริปนี้

สวนขนาดใหญ่ที่แบ่งเป็นฝั่งเหนือและใต้ มีถนนใหญ่คั่นกลาง ถ้าตั้งใจจะเดินชมจริง ๆ แนะนำให้แบ่งเวลาไว้ประมาณสองวัน แต่ถ้าหากมีเวลาน้อยแบ่งเวลาเที่ยวฝั่งใต้ในช่วงเช้า และเที่ยวฝั่งเหนือในช่วงบ่ายก็ไม่เลวนัก รอจนถึงช่วงหัวค่ำ เพื่อชมเงาของพระจันทร์ที่สะท้อนอยู่กลางทะเลสาบศศิธร ชวนให้นึกถึงกวีหลีไป้ที่กำลังร่ายกลอน

เรนโหย่วเปยฮวนลีเหอ
คนมีพบมีจาก

เยวโหย่วยินชิงหยวนเชว
จันทร์มีขึ้นมีแรม

ชีชื่อกู่หนานเฉวียน
จันทร์มีขึ้นมีแรม

ด้านหยวนเรนฉางจิ๋ว
เพียงปรารถนาคนไกลให้อายุยืน

เชียนหลีกังฉานจวน
พันลี้ร่วมชมจันทรา

เราค่อย ๆ เดินชมสวนจากฝั่งเหนือ ประกอบไปด้วยพิพิธภัณฑ์ภาพเขียน หอนิทรรศการ และสวนจีนโบราณรูปแบบดั่งเดิม ซึ่งมีขนบและการออกแบบที่ลึกซึ่ง ส่วนมากสร้างขึ้นโดยศิลปินที่เป็นทั้งจิตรกรและกวี นับเป็นสุนทรียศาสตร์ชั้นสูง การจะเข้าถึงความงามนี้ได้ต้องอาศัยความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับความเชื่อของชาวจีนบ้างเล็กน้อย และต้องค่อย ๆ ละเลียดชม จึงจะสามารถเข้าใจในปรัชญาที่แฝงอยู่ด้านเหนือนี้ยังมีทะเลสาบขนาดใหญ่ที่เป็นเหมือนกระจกสะท้อนเงาของพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ และนี้คงเป็นที่มาของชื่อทะเลสาบศศิธร เยว่หู นั่นเอง

ส่วนฝั่งใต้มีหมู่อาคารโบราณมากกว่า และมีจุดเด่นที่น่าชมชื่อว่า สวนของปราชญ์เป็นสถานที่สำคัญที่ผู้ทรงภูมิและมีชื่อเสียงระดับประเทศมาร่วมกันปลูกต้นไม้สัญลักษณ์ของความรู้ ฉันได้พบกับครอบครัวชาวจีนพาหนูน้อยแก้มแดงมาเดินเล่นอยู่สองสามครอบครัว ด้วยความแปลกใจจึงถามไปว่าทำไมถึงพาลกมาเดินชมที่นี่ เขาเล่าว่าหนิงโปเป็นบ้านเกิดของเภสัชกรหญิงคนแรกของจีนที่ได้รับรางวัลโนเบลจากการค้นพบยารักษาโรคมาลาเรีย ชื่อว่า ถู โยวโยว เป็นความภาคภูมิใจของชาวจีนและชาวโลก เพราะเป็นผู้ที่ช่วยให้คนจำนวนหาศาล รอดตายจากไข้มาลาเรีย ปัจจุบันเทศบาลเมืองได้อนุรักษ์กลุ่มอาคารที่เป็นคฤหาสน์ตระกูลของท่านเอาไว้ คือ Fumao Mansion ตั้งตรงข้ามกับหอโบราณ Tianfeng Tower หลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่แสดงถึงความรุ่งเรืองของเมืองหนิงโปมาตั้งแต่ราชวงศ์ถึง หรือราวปี ค.ศ. 695

ด้านการเดินทางมาที่สวนนี้ไม่ยากเลย สามารถเดินมาตามทางเท้าได้เพราะกว้างและมีต้นไม้ร่มรื่นตลอด สำหรับนักท่องเที่ยวแนวสโลวไลฟ์สามารถิเดินเล่นชมเมืองสลับกับแวะร้านกาแฟตามทางได้

จากสวนเยว่หูมาไม่ทันเหน่อย ข้ามถนนฝั่งตรงข้ามจะพบกับเขตอนุรักษ์คฤหาสน์ฟู่เม่า ซึ่งรักษาไว้ได้สมบูรณ์น่าประทับใจ สถาปัตยกรรมแบบจีนทั้งอาคาร สวน หน้าต่าง ประตู สะท้อนความเจริญ ด้านศิลปกรรมที่งดงามจนวางกล้องไม่ลง จากนั้นเราเดินเท้าใต้แสงจันทร์กลับที่พัก เพื่อพักเอาแรงเตรียมตัวไปชมห้องสมุด Tianyi Ge ในวันรุ่งขึ้น

PART 2
เรื่องโดย คุณเสาวัลกษณ์ นฤมิตพันธุ์เจริญ
สมาชิกบัตรเครดิต KTC MASTERCARD

รุ่งขึ้นเราเดินทางมาชมอีกหนึ่งไฮไลท์คือห้องสมุด Tianyi Ge Mansion สร้างโดยขุนนางสมัยราชวงศ์ถัง ชื่อฟานฉิน (ค.ศ. 1561) ห้องสมุดเทียนอีมีความหมายว่า “หอฟ้าหนึ่งเดียว” และมีความหมายเชิงสัญญะตามความเชื่อด้านภูมิจักรวาลของในตำราอี้จิ้งว่าด้วยเรื่องของความสัมพันธ์ทั้งเกื้อกูลและพิฆาตของธาตุทั้งห้าไม้ ไฟ ดิน ทอง น้ำ นัยยะนี้หมายถึงธาตุน้ำ เป็นชื่อตั้งเพื่อเป็นเคล็ดกันไฟไหม้ เพราะธาตุไฟแพ้ธาตุน้ำ แน่นอนว่าถ้าตำราทรงคุณค่าเช่นนี้ได้หายไปก็คงจะประเมินค่าความสูญเสียไม่ได้

ความน่าสนใจยังอยู่ที่เป็นตัวแทนสถาปัตยกรรมหมู่อาคารล้อมด้วยสวนสไตล์จีนแบบราชวงศ์หมิงที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่ง ขุนนางผู้นี้รวบรวมตำราสำคัญมากมายเก็บไว้ถึง 70,000 เล่ม และรวบรวมสรรพวิชา ทั้งด้านดาราศาสตร์ เคมีแร่แปรธาตุ ฯลฯ จักรพรรดิ เฉียนหลงเคยเสด็จมาและมีพระบัญชาให้ลอกแบบวางผังไปสร้างไว้ในพระราชวังที่ปักกิ่งด้วย เป็นที่น่าเสียดายว่าหนังสือกว่า 50,000 เล่ม ถูกอังกฤษขโมยไปในยุคสงครามฝิ่น ซึ้งต่อมาประเทศจีนต้องใช้เวลาหลายสิบปีในการรวบรวมกลับคืนมาได้ประมาณ 20,000 กว่าเล่ม ถือเป็นการนำสมบัติของชาติคืนสู่มาตุภูมิที่ชาวจีนภาคภูมิใจ

วันต่อมาเราเดินทางออกจากบรรยากาศยุคเก่า มาสัมผัสความร่วมสมัยที่ Ningbo Museum สถานที่ที่เราตั้งเป้าว่า ต้องมาชมให้ได้ การเดินทางค่อนข้างไกลจากที่พัก เราจึงเลือกเดินทางโดยแท็กซี่ ซึ่งสะดวกสบายมาก รถทุกคนมี Application ถ้าพูดภาษาจีนไม่ได้ เพียงแค่ยื่นภาพสถานที่จากมือถือให้คนขับดู แผนที่เรียลไทม์ที่ระบุุสภาพิจราจรและระยะทางก็จะปรากฏบนมือถือเขาทันทีและยังสามารถขอใบเสร็จค่าโดยสารได้ด้วย พิพิธภัณฑ์หนิงโปเป็นอาคารสร้างใหม่โดย Wang Shu สถาปนิกจีนรุ่นใหม่และยังเป็นคนแรกที่ได้รับรางวัลระดับโลก Pritzker Prize ในปีค.ศ. 2008 ซึ่งในวงการสถาปัตยกรรมยกย่องให้มีคุณค่าเทียบเท่ารางวัลโนเบลเลย จึงไม่แปลกใจที่จะมีเด็กวัยรุ่น วัยทำางาน วัยชรา มาเข้าชมจำนวนมากทุกวัน สถานที่สวย งานแสดงระดับเทพ แถมยังฟรีอีก ทำให้เราประทับใจในที่นี่มาก ๆ ถ้าจะให้บรรยายคงต้องขออีกสามหน้ากระดาษจึงคิดว่าอุบไว้ให้มาชมกันเองดีกว่าค่ะ

จากพิพิธภัณฑ์หนิงโปเรานั่งแท็กซี่เพื่อไปสถานที่ต่อไปคือ กุ่โหลว ถนนการค้าย่านโบุราณ การได้มาเดินเล่นบนถนนโบราณในช่วงบ่ายถึงค่ำเป็นช่วงเวลาที่ลงตัวมาก เพราะอากาศกำลังดี แสงสีจากโคมแดงโบราณสวยงาม มีของกินเล่นมากมาย และขนมโบราณน่าลองสารพัด บรรยายไม่หมด รู้แต่ว่าหมดตังค์ไปกับความอิ่มเอมเปรมปรีด์ จนนับไม่ได้เมนูที่ไม่ควรพลาดคือ ปิ้งย่างเผ็ดร้อนเสียบไม้รสจัดจ้าน

จากย่านอดีตโบราณสู่สถาปัตยกรรมร่วมสมัยวันสุดท้ายเราปิดท้ายด้วยบรรยากาศผสมผสานตะวันตกพบตะวันออกสมชื่อเมืองการค้าเส้นทางสายไหมทางทะเลเสียหน่อย เรียกว่าย่าน Lao Wai Tan จุดเริ่มชมคือโบสถ์คริสต์ ตรอกหลังโบสถ์เป็นย่านผู้บุกลางคืนที่ชาวต่างประเทศนิยมมากินดื่มยามเย็น ตั้งอยู่ในบริเวณที่แม่น้ำสายสำคัญทั้งสามสาย Yuyao River Yongjiang River และ Fenghua River ไหลมาบรรจบกันเมื่อข้ามสะพานมาแล้วเดินอีกไม่ไกลหรือนั่งรถไฟใต้ดินสายสีแดงมาขึ้นที่จัตุรัส Tianyi Square เป็นย่านเมืองใหม่ มีห้างสรรพสินค้า ที่พักอาศัยซึ่งนับเป็นการวางผังเมืองแบบทันสมัยในย่านเมืองและสวนสาธารณะเก่าที่ประสบความสำเร็จมากโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน รัฐบาลจีนจึงนำโมเดลคิดนี้มาใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาเมืองอื่น ๆ ด้วย

ประเทศจีนวิถีใหม่ เต็มไปด้วยความลุ่มลึก
ทางประวัติศาสตร์และความทันสมัยทาง
นวัตกรรม ทริปนี้ฉันมีโอกาสได้มาสำรวจ
เมืองเส้นทางการค้าเส้นทางสายไหม
แล้ว แต่ความมหัศจรรย์ของประเทศจีน
ก็ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ การเดินทางครั้ง
ต่อไปฉันจึงตั้งใจจะไปตามรอย Grand
Canal คลองขุดที่ยาวที่สุดในโลกจาก
ปักกิ่งถึงปากแม่น้ำแยงซีเกียงที่หางโจว
ให้จงได้ รอฉันก่อนนะ จนกว่าวันที่เราจะ
ได้พบกันใหม่

Leave a Reply

Your email address will not be published.