Mauritius สวรรค์แห่งหาดทรายขาว

ประเทศเล็กๆที่ตั้งอยู่บนเกาะแห่งนี้อยู่ห่างจากเกาะมาดากัสการ์ไปทางทิศตะวันออกเพียง 890 เมตร เป็นที่รู้จักกันมากในหมู่นักท่องเที่ยวชาวยุโรปและอเมริกันเนื่องจากประชากรส่วนใหญ่บนเกาะแห่งนี้ใช้ภาษาอังกฤษ จึงทำให้ง่ายต่อการสื่อสาร แต่ก็ยังมีประชากรบางส่วนที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสและภาษาท้องถิ่นเป็นหลัก พื้นที่ทางทะเลรอบๆเกาะแห่งนี้เต็มไปด้วยโขดหินปะการัง ทำให้เกิดแอ่งน้ำมากมายที่นักท่องเที่ยวสามารถลงไปว่ายหรือเล่นกีฬาทางน้ำได้ นอกจากนี้โขดหินปะการังเหล่านี้ยังเปรียบเสมือนตาข่ายที่คอยกั้นไม่ให้ฉลามเข้ามาในเขตนี้ได้อีกด้วย เมื่อเดินลัดเลาะไปทางทิศตะวันตกของเกาะจะพบกับชายหาดต่างๆมากมาย หนึ่งในนั้นเป็นชายหาดที่ขึ้นชื่อของเกาะแห่งนี้ นั่นก็คือ Flic en Flac ชายหาดแห่งนี้จะมีผู้คนหนาแน่นตลอดทั้งปี ดังนั้นการมาที่นี่อาจจะไม่ใช่ทางเลือกสำหรับนักท่องเที่ยวบางคน แต่ชายหาดทางทิศตะวันตกแห่งนี้ก็ยังมีสิ่งที่น่าสนใจมากกว่านั้น

ห่างจาก Flic en Flac ไปทางทิศใต้ประมาณ 1 กิโลเมตรเป็นที่ตั้งของสวนสัตว์ Casela สวนสัตว์แห่งนี้เป็นหนึ่งในจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวของ Flic en Flac เนื่องจากขึ้นชื่อเรื่องการเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมเสือและสิงโตได้อย่างใกล้ชิดโดยไม่มีกรงมากั้น อย่างไรก็ตามไม่แนะนำให้ทำกิจกรรมนี้เพราะนักท่องเที่ยวจะไม่ได้รับการรับรองความปลอดภัยแบบ 100% นอกจากกิจกรรมที่ท้าทายแล้ว สวนสัตว์แห่งนี้ยังมีกิจกรรมสำหรับเด็กๆอย่างการดูเต่ายักษ์ ตกปลา หรือมินิกอล์ฟอีกด้วย จากสวนสัตว์ขึ้นชื่อของ Flic en Flac มาต่อที่อุทยานแห่งชาติ Black River Georges ซึ่งเป็นอุทยานที่ใหญ่ที่สุดและอุดมสมบูรณ์ที่สุดบนเกาะมอริเชียส มีพื้นที่แผ่ปกคลุมป่าทึบและภูเขารวมทั้งหมดประมาณ 2% ของพื้นที่บนเกาะแห่งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นที่ตั้งแห่งสุดท้ายของผืนป่า แต่อุทยานแห่งนี้ยังเป็นบ้านของสัตว์ท้องถิ่นหลายชนิดอีกด้วย ถึงแม้ว่าครั้งหนึ่งจะเคยเป็นเขตล่าสัตว์ แต่ภายหลังก็ถูกประกาศให้เป็นเขตอนุรักษ์เนื่องจากมีการค้นพบว่าในป่าแห่งนี้มีพันธ์ดอกไม้มากถึง 300 ชนิด และเป็นที่อยู่อาศัยของค้างคาวกินกล้วยอีกกว่า 4,000 ตัว จุดชมวิวที่ดีที่สุดของที่นี่คือ Georges Viewpoint หากว่าต้องการจัดทริปเล็กๆบนเกะแห่งนี้สักหนึ่งวันแล้วละก็ อุทยานแห่งชาติแห่งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีอย่างมาก

ไม่ไกลจากพื้นที่อุทยานแห่งนี้เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านที่มีชื่อว่าคามาเรล (Chamarel) ท่ามกลางฟาร์มเพาะปลูกของหมู่บ้านจะเป็นที่ตั้งของ Rhumerie de Chamarel ซึ่งเป็นทั้งโรงกลั่นสุราและพิพิธภัณฑ์ชื่อดังของมอริเชียส ก่อตั้งขึ้นในปี ค.. 2008 ทุกๆวันพิพิธภัณฑ์จะจัดทัวร์ให้นักท่องเที่ยวได้ชมการเพาะปลูกรอบฟาร์มและจะปิดท้ายด้วยการให้นักท่องเที่ยวชิมเหล้ารัมซึ่งเป็นผลผลิตจากโรงงานแห่งนี้ และสิ่งที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาที่นี่ก็คือการมาทานอาหารในร้าน L’Alchimiste ซึ่งเป็นร้านของพิพิธภัณฑ์นั่นเอง อาหารที่เป็นจุดเด่นของร้านส่วนใหญ่จะทำจากเนื้อกวาง หมูป่า และยอดมะพร้าวอ่อน

ถัดจากหมู่บ้านคามาเรลมาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้จะเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อย สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่า Terres de 7 couleurs เป็นพื้นที่ที่มีทรายหลากสีเรียงตัวกันอยู่อย่างเห็นได้ชัดเจน สิ่งที่น่าแปลกใจก็คือเนินทรายแห่งนี้ที่ไม่มีทีท่าว่าถูกกัดกร่อนเลยถึงแม้ว่าจะมีฝนตกลงมาชะล้างบ่อยครั้ง นอกจากนี้ระหว่างทางเข้ามายังสถานที่แห่งนี้ยังมีน้ำตก Chamarel Waterfall ที่มีทิวทัศน์สวยงามให้นักท่องเที่ยวได้แวะถ่ายรูปอีกด้วย

Tips: นักท่องเที่ยวจากประเทศไทยไม่จำเป็นต้องขอวีซ่าก่อนไป เนื่องจากสามารถไปขอวีซ่าให้อยู่ในประเทศได้นาน 60 วันได้ที่สนามบินของมอริเชียสก่อนเข้าเมือง

When to go: ช่วงเดือนพฤศจิกายนพฤษภาคมจะเป็นช่วงฤดูร้อนแหละเหมาะแก่การมาเที่ยวเกาะแห่งนี้ ลมในช่วงเวลานี้จะไม่รุนแรงมากจนเกินไปทำให้น้ำทะเลไม่ขุ่น สามารถโต้คลื่นหรือพายเรือคายัคได้ อย่างไรก็ตามหากนักท่องเที่ยวท่านใดชอบอากาศที่อบอุ่นไม่ร้อนจนเกินไปหรือต้องการทำกิจกรรมริมชายหาดที่ต้องใช้ลมอย่างการละเล่นว่าว ควรมาที่นี่ในช่วงฤดูหนาว

ปรึกษาข้อมูลการเดินทาง จองตั๋วเครื่องบิน ที่พัก รถเช่า ที่ KTC World Travel Service โทร. 02 123 5050

Leave a Reply

Your email address will not be published.