10 สถานที่ท่องเที่ยวใน Egypt มนต์ขลังแดนไอยคุปต์

ประเทศอียิปต์ตั้งอยู่แถบตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา มีสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์โดยส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย ดังนั้น ภาพที่หลายๆคนนึกถึงกันเป็นภาพแรกเกี่ยวกับประเทศนี้มักเป็นภาพทะเลทรายแห้งแล้งและมีแต่พีระมิดพีระมิด แต่ความจริงแล้วดินแดนไอยคุปต์แห่งนี้มีดีมากกว่าที่หลายคนคิด ทั้งยังเป็นประเทศที่มีประชากรอาศัยอยู่มากที่สุดในแถบตะวันออกเฉียงเหนือของแอฟริกา และมีสถานที่สวยงามทางประวัติศาสตร์และธรรมชาติมากมาย

Mosque of Ibn Tulun

เริ่มต้นที่มัสยิดอิบันตูลูน มัสยิดแห่งนี้เป็นหนึ่งในมัสยิดที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงไคโร ถูกสร้างขึ้นด้วยอิฐสีแดงทั้งหลัง  ในอดีตเคยถูกใช้เป็นสถานที่รองรับกองทัพของอาหมัดอิบันตูลูนอดีตผู้ปกครองเมืองอียิปต์ ในปี ค.ศ. 876 – 879 ลักษณะโครงสร้างของมัสยิดคล้ายกับก้นหอย มีห้องโถงล้อมรอบสี่ด้าน หากยืนอยู่ภายในห้องโถงแล้วมองดูมัสยิดแห่งนี้จะสังเกตเห็นได้ว่ามีสีสันสวยงามตัดกับบริเวณรอบๆ ที่เราสามารถมองเห็นเพียงท้องฟ้า ทำให้มัสยิดมีความโดดเด่นเป็นอย่างมาก นอกจากนี้มัสยิดอิบันตูลูนยังเป็นเสมือนต้นแบบของมัสยิดที่มีชื่อเสียงโด่งดังในซามาร์ราที่ก่อตั้งขึ้นในหลายร้อยปีให้หลังอีกด้วย

Al-Azhar Mosque

มัสยิดอัลอัซฮัรมีนักท่องเที่ยวแวะเวียนเข้ามาตลอดเวลาไม่ขาดสายเนื่องจากตั้งอยู่ใกล้กับตลาดฮุสเซน ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมของฝากมากมาย มัสยิดแห่งนี้เป็นมัสยิดแห่งแรกที่ถูกสร้างในเมือง Fatimid ของกรุงไคโร และเป็นมหาวิทยาลัยอิสลามที่มีอายุเก่าแก่และยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก คอยดึงดูดนักศึกษาชาวอิสลามจากทั่วทุกมุมโลกให้มาศึกษาที่นี่ เมื่อเดินผ่านประตูไปทางด้านซ้ายมือจะเป็นห้องสุสานที่มีมิหร็อบสวยงามซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวต้องห้ามพลาด

Great Temple of Karnak

มหาวิหารคาร์นัคที่ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองลักซอร์เพียง 3 กิโลเมตรแห่งนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นมหาวิหารที่ใหญ่ที่สุดและงดงามที่สุดในอียิปต์ ถูกสร้างขึ้นเพื่อถวายแด่เทพอะมอนราซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ และเพื่อเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางความเชื่อของชาวอียิปต์ ตัววิหารสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน คือ วิหารเทพอะมอนรา วิหารเทพมอนตูผู้ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการรบของฟาโรห์ Sesostris I ผู้เริ่มต้นสร้างวิหารแห่งนี้ และวิหารเทวีมัต สิ่งที่น่าสนใจเมื่อมาที่วิหารคาร์นัคก็คือการไปถ่ายรูปเสาหินโอเบลิส เสาหินที่ทำจากหินแกรนิตสีชมพูจากเมืองอัสวาน เสาหินต้นนี้ตั้งอยู่ทางด้านใต้ของวิหารซึ่งนักท่องเที่ยวจะต้องเดินทางผ่านกำแพงเข้าไปจนถึง 3 ชั้นจึงจะได้เจอเสาหินต้นนี้ ในอดีตเสาหินนี้มีอยู่ 4 ต้น ทุกต้นล้วนถูกสร้างขึ้นโดยตระกูลธุตโมซิสแห่งราชวงศ์ที่ 18 ปัจจุบันได้เหลืออยู่เพียงต้นเดียว

 

เมืองเมมฟิสและสุสานโบราณ

 เมื่อมาถึงเมืองเมมฟิส อดีตเมืองหลวงแห่งอาณาจักรอียิปต์ซึ่งยังคงหลงเหลือร่องรอยแห่งอารยธรรมโบราณไว้ให้เห็นมาจนถึงปัจจุบัน นักท่องเที่ยวจะได้พบกับพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงวัตถุโบราณต่างๆที่ถูกค้นพบในเมืองและบริเวณใกล้เคียง วัตถุสำคัญที่จัดแสดงภายในสถานที่แห่งนี้คือรูปปั้นขนาดใหญ่ของฟาโรห์ Rameses II ผู้ซึ่งครองราชย์เป็นเวลายาวนานมากที่สุดในบรรดากษัตริย์แห่งอียิปต์ถึง 69 ปี ปัจจุบันตัวรูปปั้นอาจจะไม่สมบูรณ์ครบถ้วน แต่ก็สามารถสร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ผู้ที่พบเห็นได้เป็นอย่างมาก นอกจากนี้ภายในอาคารยังมีการจัดแสดงรูปสลักและวัตถุชิ้นใหญ่อีกหลายชิ้นอยู่กลางแจ้ง ถึงแม้ว่าในสมัยของฟาโรห์ Rameses II เมืองเมมฟิสจะไม่ได้เป็นเมืองหลวง แต่ก็เป็นเมืองหลักที่พระองค์ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ดังนั้น วัตถุส่วนใหญ่ที่ถูกค้นพบในเมืองนี้จึงมีความเกี่ยวข้องกับพระองค์ ด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์จะเป็นการจัดแสดงรูปปั้นสฟิงค์ขนาดใหญ่ที่ทำจากหินอาลาบาสเตอร์ มีความสูง 8 เมตร และมีน้ำหนักประมาณ 8 ตัน ขนาดของสฟิงค์ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้อาจจะไม่ใหญ่เท่ามหาสฟิงค์แห่งเมืองกิซ่า แต่ก็ถูกจัดว่าเป็นสฟิงค์ที่ถูกแกะสลักจากหินมีค่าอย่างหินอาลาบาสเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเลยก็ว่าได้

เมืองซัคคาร่าได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งสุสานเนื่องจากในอดีตเป็นเมืองที่มีสุสานของฟาโรห์มากถึง 11 แห่ง แต่ปัจจุบันได้หลงเหลือให้เห็นแต่พีระมิดขั้นบันไดซึ่งถูกออกแบบโดยอิมโฮเทปและสร้างขึ้นโดยฟาโรห์โจเซอร์ ได้ชื่อว่าเป็นพีระมิดที่เก่าแก่ที่สุดในอียิปต์ ว่ากันว่าในสมัยก่อนชาวอียิปต์นิยมขุดหลุมฝังศพลึกๆและฝังดินทับสูงๆเพื่อที่จะได้สามารถใส่ข้าวของเครื่องใช้ของผู้ตายไว้ในหลุมศพได้ ต่อมาได้มีหมอชาวอียิปต์ออกแบบหลุมฝังศพใหม่จนกลายมาเป็นพีระมิดขั้นบันได และเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างสุสานให้ฟาโรห์รุ่นหลัง พีระมิดแห่งนี้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมทุกวัน ราคาค่าเข้าชมอยู่ที่ 50 ปอนด์หรือประมาณ 300 บาทเมื่อคิดเป็นเงินไทย

มหาสฟิงค์แห่งกิซ่า

มหาสฟิงค์แห่งเมืองกิซ่าขึ้นชื่อว่าเป็นรูปปั้นสฟิงค์ที่มีขนาดใหญ่ใหญ่ที่สุดในโลก เหล่านักโบราณคดีเชื่อกันว่ารูปปั้นนี้เป็นอนุสาวรีย์ของฟาโรห์คาเฟร เมื่อประมาณ 2600 ปีก่อนคริสตกาล และใบหน้าของสฟิงค์ได้ถูกจำลองมาจากใบหน้าจริงของฟาโรห์คาเฟร เนื่องจากตรงส่วนหัวของสฟิงค์มีสัญลักษณ์ของฟาโรห์แสดงเอาไว้อย่างชัดเจน ในสมัยโบราณชาวอียิปต์เชื่อกันว่าสฟิงค์เป็นหนึ่งในร่างจำแลงของเทพเจ้า ดังนั้น การที่ฟาโรห์คาเฟรแกะสลักใบหน้าสฟิงค์ให้เป็นใบหน้าของพระองค์เองจึงเป็นการแสดงว่าพระองค์เปรียบดั่งเทพเจ้า

 

The Valley of the Kings

หุบเขากษัตริย์เป็นสุสานสำหรับเหล่ากษัตริย์และราชวงศ์ในอาณาจักรใหม่ตั้งแต่ราชวงศ์ที่ 18-20 ของอียิปต์โบราณ ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์ ตรงข้ามกับเมืองลักซอร์ หุบเขาแห่งนี้เป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวและนักโบราณคดีจำนวนมากหลังจากมีการค้นพบสุสานของฟาโรห์ตุตันคาเมนที่เป็นที่เลื่องชื่อในเรื่องคำสาปฟาโรห์ ปัจจุบันได้กลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางแหล่งท่องเที่ยวในอียิปต์และยังมีการอนุรักษ์และขุดค้นหาของโบราณเรื่อยๆ กิจกรรมที่สามารถทำได้ในเมืองนี้นอกจากการเที่ยวชมสุสานกษัตริย์แล้วก็คือการล่องเรือใบแบบโบราณในแม่น้ำไนล์ ซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะนิยมล่องเรือไป Banana Island เกาะกลางแม่น้ำไนล์ที่มีการปลูกกล้วยเพื่อขายให้แก่นักท่องเที่ยว

Abu Simbel

จากหุบเขากษัตริย์สู่เมืองอัสวานทางภาคใต้ของอียิปต์เป็นที่ตั้งของมหาวิหารอาบูซิมเบล ซึ่งประกอบไปด้วยวิหารของฟาโรห์ Rameses II และวิหารของพระนางเนเฟอตารี พระมเหสีของพระองค์ มหาวิหารแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้เขตประเทศซูดาน ถูกสร้างขึ้นจากการแกะสลักภูเขาทั้งลูก มีรูปปั้นขนาดใหญ่ของฟาโรห์ Rameses II ซึ่งกำลังนั่งบัลลังก์ตั้งอยู่ภายหน้าวิหารถึง 4 องค์เพื่อคอยดูแลรักษาเรือที่แล่นผ่านไปมาในแม่น้ำไนล์ ตรงเหนือประตูทางเข้า The Great Hypostyle Hall จะเป็นรูปปั้นของเทพเทพฮอรัส และตามผนังจะเป็นอักษร Hieroglypics ซึ่งเขียนเล่าถึงพระราชกรณียกิจของฟาโรห์ Rameses II ค่าเข้าชมวิหารแห่งนี้อยู่ที่ 50 ปอนด์ หรือ 300 บาทเมื่อคิดเป็นเงินไทย

Edfu Temple

ห่างจากเมืองอัสวานไปไม่ถึง 100 กิโลเมตรจะเป็นที่ตั้งของวิหารเอ็ดฟู  ที่มีสภาพสมบูณณ์เป็นส่วนใหญ่ราวกับว่าเพิ่งถูกสร้างขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ เนื่องจากตามตำนานเรื่องเล่าของอียิปต์เทพฮอรัสได้ทำสงครามกับเทพเซธเพื่อล้างแค้นให้แก่เทพโอไซริส ผู้เป็นบิดาของพระองค์ วิหารแห่งนี้จึงถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออุทิศให้แก่พระองค์ ถึงแม้ว่าวิหารแห่งนี้จะถูกสร้างในแบบอียิปต์แต่ก็มีศิลปะแบบผสมผสานระหว่างกรีกและโรมันปะปนให้เห็นอยู่บ้างเพราะว่าถูกสร้างขึ้นในปลายยุคกรีก

Red Sea

นอกจากสถานที่ท่องเที่ยวทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์แล้ว ประเทศอียิปต์ก็ยังมีดีในเรื่องของสถานที่พักผ่อนตากอากาศอีกด้วย เมืองฮูร์กาดาหนึ่งในศูนย์กลางการท่องเที่ยวของอิยิปต์ถือเป็นเมืองที่เหมาะแก่การมาพักผ่อนในหน้าร้อนสำหรับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมากเนื่องจากเป็นแหล่งที่มีโรงแรมที่พักสุดหรูราคาประหยัดมากมาย และกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวสามารถทำได้เมื่อมายังที่แห่งนี้ก็คือการดำน้ำในทะเลแดงซึ่งมีให้เลือกทั้งแบบดำน้ำตื้นและแบบ Scuba Diving 

The White Desert

ปิดท้ายทริปสุดพิเศษในแดนไอยคุปต์นี้ด้วย Farafra Oasis ซึ่งเป็นที่ตั้งของทะเลทรายสีขาว แหล่งของหินรูปร่างประหลาดที่เกิดจากการก่อตัวของกลุ่มหินชอล์คที่ถูกลมพายุทะเลทรายพัดพามา โดยทั่วไปแล้วหินที่สามารถพบได้บ่อยในบริเวณนี้คือหินเห็ด ซึ่งเป็นคำที่นักท่องเที่ยวใช้บรรยายลักษณะของหินที่ได้พบเจอเพราะว่ามีรูปร่างคล้ายเห็ดยักษ์นั่นเอง

Don’t miss: เมื่อมาเที่ยวอียิปต์แล้วของฝากที่ไม่ควรพลาดก็คือตุ๊กตาซึ่งจะมีให้เลือกหลากหลายแบบไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตาราชินีเนเฟอติตีที่ทำจากโลหะ ฟาโรห์ตุตันคาเมน หรือเทพเจ้าทั้งหลาย นอกจากนี้ยังมีน้ำหอม อินทผาลัม และภาพวาดบนกระดาษปาปิรุสที่เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงการได้มาเยือนประเทศอียิปต์อีกด้วย

 

 

Leave a Reply

Your email address will not be published.