ไหว้พระเมืองแพร่ แลศิลปะเมืองน่าน

0
59
views

เรื่องและภาพโดย คุณบุษราวรรณ เกิดสุวรรณ สมาชิกบัตรเครดิต KTC VISA PLATINUM

“เมืองแพร่เป็นเมืองที่บางคนอาจใช้เป็นแค่เป็นทางผ่านเพื่อขึ้นเชียงใหม่ เชียงรายและน่าน แต่หากได้ลองแวะเวียนมาพักสักสองสามวัน จะพบว่าเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้มีเสน่ห์ไม่แพ้เมืองอื่น ๆ โดยเฉพาะวัดวาอารามและอาคารก่อสร้างในยุคเก่าก่อนที่สะท้อนให้เห็นถึงศิลปวัฒนธรรมอันงดงามของไทยสมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นประตูเมืองแห่งล้านนา”

วัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร

มาถึงเมืองแพร่แล้วเพื่อความเป็นสิริมงคล ออนก็ไม่พลาดที่จะไปวัดพระบาทมิ่งเมือง เพื่อกราบสักการะพระพุทธโกศัยศิริชัยมหาศากยมุนี หรือที่ชาวบ้านนิยมเรียกสั้นๆว่า “พระพุทธโกศัย” ที่ถือเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของที่นี่ วัดนี้อยู่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ในสมัยอดีตคือวัดพระบาทและวัดมิ่งเมือง แต่ภายหลังถูกปล่อยทิ้งร้างทรุดโทรม จนในปี พ.ศ. 2492 จึงได้มีการบูรณะซ่อมแซมแล้วจึงรวมกันเป็นวัดเดียวเรียกว่าวัดพระบาทมิ่งเมืองนั่นเอง

คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่และคุ้มวงศ์บุรี

ถัดจากวัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหารออกมาไม่ไกล จะเห็นอาคารประดับด้วยไม้แกะสลัก ฉลุลายงดงามหลังใหญ่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบล้านนาไทยผสมยุโรป ที่นี่คือคุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ที่ยังคงงดงามแม้เวลาจะล่วงเลยมากว่า 120 ปี นอกจากจะเคยเป็นที่ประทับของเจ้าพิริยะเทพวงศ์ เจ้าหลวงองค์สุดท้ายของนครแพร่แล้ว ที่นี่ยังเคยใช้เป็นที่ประทับแรมของในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อครั้งที่เสด็จมาเยี่ยมราษฎรในปี พ.ศ. 2501 อีกด้วยชั้นบนของอาคารจัดเป็นพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้และจำลองสภาพห้องต่าง ๆ ในอดีตไว้อย่างสวยงาม ส่วนบริเวณใต้ถุนเป็นคุกคุมขังข้าทาสบริวารที่กระทำความผิดในสมัยกว่า 50 ปีก่อนที่จะมีการเลิกทาส ว่ากันว่ามีคนจำนวนมากเสียชีวิตที่นี่ ถึงแม้จะมีการปรับปรุงอาคารให้ดูใหม่ไม่ทรุดโทรม แต่บรรยากาศบริเวณใต้ถุนนี้ยังมืดทึบ เย็นชื้น และวังเวง ยิ่งเห็นเครื่องมือที่ใช้ลงโทษในยุคโบราณวางจัดแสดงไว้ด้วยแล้วก็ยิ่งหดหู่ชวนขนลุก เวลาจะเดินผ่านเข้าประตูมาดูชั้นใต้ถุนนี้ มีคำแนะนำเขียนไว้ว่าให้เดินถอยหลังเข้า ก็เพื่อเป็นการเอาเคล็ดว่าไม่ได้เดินเข้าคุกนั่นเอง
ถ้าใครชอบสถาปัตยกรรมแบบล้านนาผสมยุโรป ลักษณะนี้ ออนขอแนะนำให้เยี่ยมชมอีกที่หนึ่งคือคุ้มวงศ์บุรี เป็นเรือนไม้สักทองขนาดใหญ่ โดดเด่นด้วยสีชมพูอ่อน ประดับตกแต่งลวดลายด้วยไม้ฉลุงดงามมาก ที่นี่เคยเป็นที่พำนักของแม่เจ้าบัวถา มหายศปัญญา อดีตชายาในเจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์

วัดพงษ์สุนันท์

ออนหยุดแวะชมวัดนี้เพราะสะดุดตากับสถาปัตยกรรมที่ดูแปลกตาไม่เหมือนที่อื่น ตั้งแต่ซุ้มประตูที่เป็นเจดีย์ทอง 19 ยอดวิหารสีขาวมียอดพระธาตุเจดีย์ 108 ยอดดูวิจิตรตระการตา ตลอดจนพระนอนองค์ใหญ่สีทองอร่ามอยู่กลางแจ้งข้างกำแพงวัด วัดนี้เป็นวัดเก่าโบราณที่เคยถูกทิ้งร้าง แต่ในปีพ.ศ. 2477 หลวงพงษ์พิบูลย์และภรรยาเจ้าสุนันตา วงศ์บุรี ก็ได้เป็นผู้นำในการบูรณปฏิสังขรณ์วิหารแทนของเดิมที่พังทลายลงภายหลังจึงได้เปลี่ยนชื่อวัดเป็น วัดพงษ์สุนันท์เพื่อให้เกียรติแก่ท่านและภรรยา

วัดหลวง

ถัดมาไม่ไกลนัก จะพบกับวัดหลวง วัดเก่าแก่อายุกว่า 1,000 ปี มีความสวยงามเรียบง่าย จากซุ้มประตูไม้สักใหญ่มองเข้าไปจะเห็นพระธาตุหลวงไชยช้างค้ำ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระธาตุที่นำมาจากเมืองหงสาวดี ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าแสนหลวงซึ่งเป็นพระพุทธรูปประธานองค์ใหญ่ศิลปะแบบล้านนาผสมกับสุโขทัย ภายในวัดยังมีหอวัฒนธรรมที่จัดแสดงโบราณวัตถุของวัดที่มีอายุหลายร้อยปีและศิลปะพื้นบ้านต่าง ๆ ด้วย

วัดพระธาตุถิ่นแถนหลวง

ออนนั่งรถออกมาจากตัวเมืองแพร่ประมาณ 12 กม. ลัดเลาะเข้าถนนสายเล็ก ๆ ในตำบลบ้านถิ่น ซึ่งเป็นถิ่นไทลื้อแห่งเดียวของจังหวัดแพร่ ไม่นานนักก็จะเห็นเจดีย์ทรงเหลี่ยมสีขาวขนาดใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบสงบท่ามกลางความร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่บนผืนป่าดอยเด่นนางฟ้า เจดีย์พระธาตุโดดเด่นยิ่งใหญ่อลังการด้วยรูปปั้นช้างขนาดใหญ่จำนวน 40 เชือกที่ล้อมรอบอยู่ ลายปูนปั้นตามซุ้มประตูและบันไดนาคสามเศียรบริเวณทางเข้าสู่พระธาตุก็ช่างสวยงามวิจิตร ออนได้มีโอกาสเข้าไปกราบพระครูที่วัดซึ่งท่านได้พาชม ภายใต้เจดีย์พระธาตุซึ่งเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุกระดูกศอกเบื้องขวา พระธาตุเขี้ยวแก้ว พระพุทธรูปและคัมภีร์โบราณต่างๆ อีกมากมายที่ประเมินค่ามิได้ พระบรมธาตุถิ่นแถนหลวงนี้สร้างขึ้นเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2539 เพื่อเฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ 9 เนื่องในปีกาญจนาภิเษกครองราชย์ครบ 50 ปี แม้จะไม่ใช่วัดโบราณหลายร้อยปี แต่ก็มีความงามของศิลปะที่น่าหลงใหล

วัดพระธาตุดอยเล็ง

ปิดท้ายไหว้พระเมืองแพร่ที่วัดเล็กๆ แห่งนี้ วัดพระธาตุดอยเล็งที่ตั้งอยู่บนดอยสูงชัน เป็นจุดชมวิวที่มองเห็นทิวทัศน์ของอ.สูงเม่น อ.เมือง และ อ.ร้องกวาง เหมาะอย่างยิ่งที่จะชมพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกให้จิตใจได้ซึมซับความสงบ ให้สายตาได้ผ่อนคลายกับภูเขาและป่าไม้กว้างไกลสุดตาของเมืองแพร่

มาถึงแพร่ทั้งทีก็ขอแวะเที่ยวน่านเสียหน่อย ไม่พลาดที่จะแวะชมภาพจิตรกรรมฝาผนัง “กระซิบรักบันลือโลก” ภายในวัดภูมินทร์ ผลงานของหนานบัวผัน จิตรกรพื้นถิ่นเชื้อสายไทลื้อ จากวัด ออนเดินข้ามถนนมาที่ศูนย์นักท่องเที่ยว สายตาพลันเหลือบไปเห็นโปสเตอร์ภาพพระพุทธรูปยืนทรงเครื่องที่ดูงดงามแปลกตา การตามหาพระพุทธรูปนี้จึงเป็นจุดหมายต่อไปของการเดินทางในวันนี้

วัดพระเกิด

วัดแห่งนี้มีพิพิธภัณฑ์ชุมชนเป็นที่เก็บแสดงของโบราณวัตถุข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ไว้เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ หีบพระธรรมโบราณลงรักปิดทอง ไม้แกะสลัก ตาลปัตรเก่า คัมภีร์ใบลาน ไปจนถึงข้าวของเครื่องใช้พื้นบ้าน รวมถึงพระพุทธรูปยืนทรงเครื่องที่ออนตามหาก็จัดแสดงอยู่ที่นี่เช่นกัน

อีกสิ่งที่น่าสนใจของวัดนี้คือกิจกรรมทำตุงค่าคิงหรือที่ออกเสียงว่าตุงก้าคิง เพื่อให้นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่สนใจสามารถศึกษาเรียนรู้ความหมายความสำคัญของ “ตุงค่าคิง” ผ่านการลงมือทำด้วยตนเอง ได้เรียนรู้วัฒนธรรมของชุมชนที่มีมาแต่โบราณ และได้เข้าใจความหมายของสัญลักษณ์ในตุงที่เกี่ยวโยงกับหลักธรรมในศาสนาพุทธ

ตุงเป็นภาษาถิ่นของไทยวน ไทใหญ่ ไทเขิน ไทลื้อซึ่งก็คือ ธง ของไทย เรามักจะเห็นตุงเป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าหน้าแคบแต่ยาวใช้ในงานพิธีทางเหนือ แต่ที่นี่มีการทำตุงค่าคิงซึ่งเป็นการทำเพื่อสะเดาะเคราะห์หรือสืบชะตาตามความเชื่อของชาวล้านนา คำว่า “ค่า” แปลว่า เท่า, เทียม,เสมือน, เท่ากับ, ประหนึ่ง ส่วนคำว่า “คิง” คือตัวตน หรือตัวเรา นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่สนใจจะสั่งทำ

หรือจะลงมือหัดทำเองก็ได้ จะมีคุณป้าหน้าตาใจดีคอยสอนให้ ออนเลยถือโอกาสขอลองประกอบตุงด้วยตัวเอง โดยเริ่มจากการตัดกระดาษสา ขนาดความยาวเท่ากับความสูงของตัวเองหรือของผู้ที่จะอุทิศ จากนั้นก็ประกอบกระดาษตอกลายสีทองหรือสีอื่นๆตามที่เลือกให้เป็นรูปเป็นร่างในส่วนหัวกับส่วนอกนั้นจะตอกลาย 108 จุดเทียบเท่ากับอิติปิโสร้อยแปด คือ พระพุทธคุณ 56 พระธรรมคุณ 38 และพระสังฆคุณ 14 จากนั้นก็ประกอบส่วนของใบหน้า ทั้งคิ้ว ตา จมูก ปาก ซึ่งต้องหันด้านกระดาษให้ถูกและแปะกาวให้เท่ากันทั้งสองข้าง ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นตาเหล่ ปากเบี้ยวไป ช่วงใต้อกก็จะเป็นกระดาษรูปราศีของตัวเอง ส่วนบริเวณกลางตัวก็จะเป็นกระดาษตอกลายที่มีความหมายถึงพรหมวิหาร 4 อิทธิบาท 4 สุดท้ายก็จะแปะส่วนล่างของตุงเป็นชายธงลายสะบัด เพื่อเป็นปัดเป่าเอาความทุกข์โศกโรคภัยและอันตรายต่าง ๆ ออกจากตัวเรา หลังจากที่ทำเสร็จคุณป้าก็ให้ไปถวายพระสงฆ์ พระท่านก็จะสวดสะเดาะเคราะห์ให้ และท่านได้เอาตุงที่ถวายไปแขวนไว้ในที่ผนังพระอุโบสถ ออนเห็นตุงแขวนเรียงรายไว้มากมายรอบพระอุโบสถ ท่านบอกแขวนไว้ที่นี่ จะได้เสมือนว่าตัวเราได้ฟังเทศน์ฟังธรรมตลอด

วัดศรีพันต้น

วัดนี้ถือเป็นแหล่งรวมศิลปะหลายแขนง ทั้งด้านงานจิตรกรรมปูนปั้นพญานาคเจ็ดเศียรที่ดูยิ่งใหญ่แต่แฝงด้วยรายละเอียดและความอ่อนช้อยราวกับมีชีวิตจริง ด้านงานจิตรกรรมฝาผนังภายในอุโบสถที่เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเมืองน่าน นอกจากนี้บริเวณวัดยังจัดแสดงเรือแข่งของจังหวัด ชื่อเรือเลิศเกียรติศักดิ์ เป็นเรือที่ต่อทั้งลำเมื่อ 15 ปีมาแล้ว นับว่าเป็นเรือที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดน่านและเป็นเรือแข่งที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยด้วยสามารถจุฝีพายได้ถึง 100 คนเลยทีเดียว

วัดพระธาตุเขาน้อย

วัดพระธาตุเขาน้อยอยู่บนยอดดอยสูงเช่นเดียวกับวัดพระธาตุดอยเล็ง ถ้าใครต้องการทดสอบกำลังขาก็สามารถเดินขึ้นบันไดนาค 303 ขั้นทางด้านหน้าวัดได้ ภายในวัด นอกจากจะเป็นที่ตั้งขององค์พระธาตุซึ่งเป็นเจดีย์ก่อสีขาวภายในบรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ยังมีจุดชมวิวซึ่งเป็นลานประดิษฐานพระพุทธมหาอุดมมงคลนันทบุรีศรีน่าน พระพุทธรูปองค์ใหญ่ยืนตระหง่านบนฐานดอกบัว หันพระพักตร์หันไปทางเมืองน่าน ดูสงบร่มเย็นราวกับว่าท่านคอยดูแลคุ้มครองชาวเมืองน่านอยู่จากตรงนี้

จบทริปการเดินทางในครั้งนี้ด้วยการชมทิวทัศน์เมืองน่านยามพระอาทิตย์ตกที่นี่ การเดินทางสั้น ๆ เพียงไม่กี่วันนี้ได้เห็นได้ชื่นชมสถาปัตยกรรมและศิลปวัฒนธรรมที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าร้อยกว่าพันปี ถึงแม้ว่าบุคคลผู้สร้างสรรค์ผลงานต่าง ๆ ไม่อาจอยู่ค้ำฟ้า แต่ก็หวังว่าคนไทยรุ่นต่อ ๆ ไปจะช่วยกันใส่ใจดูแลและอนุรักษ์ให้คงอยู่ตราบนานเท่านาน

เที่ยวแพร่แลน่าน จองตั๋วเครื่องบิน ที่พัก รถเช่า ที่ KTC World Travel Service โทร. 02 123 5050

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here