แผ่นฟ้า จรดผืนทราย ณ SAHARA EL BEYDA ทะเลทรายขาวแห่งอียิปต์

เคยไหม…เวลานั่งดูรายการทางโทรทัศน์แล้วพบเจอโฆษณาที่บอกเล่าเรื่องราวของสินค้าผ่านสถานที่สวย ๆ แล้วเรานึกบอกกับตัวเองว่า ฉันจะต้องไปอยู่ตรงนี้ให้ได้…ผมเองเป็นแบบนี้บ่อยมาก ไม่คิดเลยว่าเพียงแค่โฆษณาขายสินค้า จะสามารถสร้างแรงบันดาลใจในการเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ให้กับผมได้

เรื่องและภาพโดย คุณกมล ผาภูมิ

สมาชิกบัตรเครดิต KTC - BANGKOK AIRWAYS VISA PLATINUM

LIFE IS A GRAND ADVENTURE, GO LIVE IT!

Sahara el Beyda เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ผม ได้รับแรงบันดาลใจจากโฆษณา ภาพของหินแม่ไก่ ประติมากรรมทางธรรมชาติขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นเองท่ามกลางทะเลทรายขาว สุดลูกหูลูกตา ณ ดินแดนไอยคุปต์ Egypt

จาก Cairo ผมนั่งรถโดยสารประจำทาง เพื่อมายัง Bahariya ดินแดนแห่งทะเลทรายสีดำและสีขาว กว่า 385 กิโลเมตร ที่ใช้เวลาเดินทางเกือบ 5 ชั่วโมง สองข้างทางเจอแต่ทะเลทรายสุดลูกหูลูกตา ผมนั่งหลับ ๆ ตื่น ๆ อยู่หลายรอบ แล้วในที่สุดผมก็มาถึง Bahariyaบริษัททัวร์ที่ผมติดต่อไว้ มารอรับที่จุดจอดรถจากนั้นต้องนั่งรถจิ๊บ 4×4 เข้าไปยังทะเลทรายขาวอีก 3 ชั่วโมง ก่อนที่จะเริ่มเดินทางไกลโชเฟอร์ได้พาแวะพักผ่อนที่ร้านน้ำชา ซึ่งร้านน้ำชาแห่งนี้มีบ่อน้ำร้อนธรรมชาติให้นักท่องเที่ยวได้มาว่ายน้ำเล่นกันกลางทะเลทรายด้วย

หลังจากพักผ่อนยืดเส้นยืดสายกันจนหายเมื่อยแล้ว ก็ได้เวลาล้อหมุนอีกครั้ง ผมนั่งคำนวณเวลาดูแล้ว คาดว่าจะทันได้เห็นพระอาทิตย์ตกดินท่ามกลางทะเลทรายขาวด้วย แต่แล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น หลังจากที่นั่งรถมาได้ราวหนึ่งชั่วโมง ก็มีปัญหาเกิดขึ้นที่บริเวณล้อรถเกินความสามารถที่โชเฟอร์จะซ่อมได้ โชคดีที่แถวนั้นยังพอมีสัญญาณโทรศัพท์อยู่บ้างโชเฟอร์จึงโทรศัพท์เรียกให้รถอีกคันมาเปลี่ยนกว่าหนึ่งชั่วโมงครึ่งที่รอรถมาเปลี่ยนทำได้แค่เพียงรอ ที่คาดหวังว่าจะได้ชมพระอาทิตย์ตกดินท่ามกลางทะเลทรายขาวนั้น ท้ายสุดกลับต้องมานั่งชมพระอาทิตย์ตกดินตรงจุดที่รถเสียนั่นเองเมื่อรถคันใหม่มาถึง โชเฟอร์คนใหม่สวมวิญญาณตีนผี บึ่งรถพาเข้าไปยังทะเลทรายขาวในทันที ท้องฟ้าเริ่มสิ้นแสง แต่เมื่อมองออกไปด้านนอก ยังพอมองเห็นกลุ่มก้อนหินสีนวลอยู่ลาง ๆ โชเฟอร์บอกว่าเข้าเขตทะเลทรายขาวยุคเก่าแล้ว แต่จุดที่ผมจะตั้งแคมป์ค้างคืนคือทะเลทรายขาวยุคใหม่ ซึ่งต้องนั่งรถเข้าไปอีก จากสภาพถนนที่เคยลาดยาง ตอนนี้แปรสภาพเป็นทรายไปหมดแล้ว ต้องยอมรับในความชำนาญเส้นทางของโชเฟอร์จริง ๆ มันไม่ง่ายเลยที่ต้องขับรถโดยไม่มีแนวถนนในความมืด มันไม่ง่ายเลยที่ต้องขับรถบนผืนทราย ติดหล่มทรายบ้างพอให้ผมได้ช่วยลุ้นอยู่ตลอดเวลา

ไม่นานนักโชเฟอร์ก็มาจอดรถข้าง ๆ กองหินสีขาวขนาดใหญ่ เด็กรถจัดแจงยกเครื่องครัวลงมาเพื่อเตรียมทำกับข้าว โชเฟอร์จัดแจงปักเสา เอาผ้ามาล้อมตั้งเป็นฉากกันลม ปูผ้าบนพื้นทราย เอาโต๊ะตัวเล็ก ๆ ที่ทำหน้าที่เป็นโต๊ะอาหารมาวางไว้ตรงกลาง เพียงไม่กี่อึดใจบริเวณข้างรถก็เปลี่ยนสภาพเป็นห้องอาหารในฉับพลัน

” รสชาติอาหารที่โชเฟอร์ทำมาให้อาจจะไม่เท่าไร แต่บรรยากาศการ Dinner กลางทะเลทรายแบบนี้หากันไม่ได้ง่าย ๆ “

หลังมื้อค่ำห้องอาหารเปลี่ยนสภาพเป็นห้องนอน มีเพียงผืนทรายแสนนุ่มที่ใช้แทนฟูกเป้เสื้อผ้าใช้แทนหมอน แหงนมองท้องฟ้าที่ระยิบระยับ ด้วยดวงดาวนับล้านดวงแสงแดดเริ่มสาดส่องมายังกลุ่มหินน้อยใหญ่ย้อมหินสีขาวให้เป็นสีทอง ภาพของหินแม่ไก่ที่เคยเห็นในจอโทรทัศน์ บัดนี้ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าผมแล้ว หินชอล์กที่ถูกความแรงของลมพัดกัดกร่อนจนเกิดเป็นรูปทรงประหลาดมากมาย แล้วแต่จินตนาการของแต่ละคนบ้างดูเหมือนเห็ด บ้างดูเหมือนสิงโต บ้างก็คล้ายเกลียวคลื่น ทั้งหมดทั้งมวลอยู่ในอาณาบริเวณของทะเลทรายขาว Sahara el Beyda

จากทะเลทรายขาว ผมนั่งรถย้อนกลับมาทางเดิม สภาพสองข้างทางยังคงเป็นทะเลทรายแต่สิ่งที่ทำให้ผมตื่นตาตื่นใจคือสีของทะเลทรายที่กลับกลายเป็นสีดำ โชเฟอร์พาขับออกนอกเส้นทางถนน และมาจอดที่ตีน El ZogagMountain ผมแอบนึกสงสัยว่าพามาจอดรถทำไม ยังไม่ทันที่จะได้เอ่ยปากถาม โชเฟอร์ชี้นิ้วไปที่บนยอดเขา และยกนิ้วโป้งส่งสัญญาณมือมาทางผม เป็นอันเข้าใจตรงกัน ผมไม่รอช้ารีบสาวเท้าขึ้นไปบน El Zogag Mountain ในทันทีทั้งความลาดชันของภูเขาบวกกับพื้นผิวที่ขรุขระและลื่น ทำให้ผมต้องค่อย ๆ เดินด้วยความระมัดระวัง ไม่อยากคิดเลยว่าเวลาลงจะมีสภาพเป็นอย่างไร ผมเองเดินได้แค่ครึ่งทาง เพราะคิดว่ามันอันตรายหากเดินจนถึงยอด แต่จุดที่ผมขึ้นมาถึงได้นี้ก็ทำให้เห็นผืนทะเลทรายดำสุดสายตาแล้ว

ผมมาปิดทริปที่ทะเลสาบน้ำเค็ม (Salt Lakes) พื้นที่ชุ่มน้ำแห่งเดียวของ Bahariya ไม่เคยคิดเลยว่ากลางทะเลทรายจะมีทะเลสาบน้ำเค็มธรรมชาติขนาดใหญ่อย่างนี้ เค็มไม่เค็มไม่รู้ รู้แต่ว่าริม ๆ ทะเลสาบเห็นคราบเกลืออยู่เต็มไปหมด ทุกย่างก้าวที่เดินริมทะเลสาบ ได้ยินเสียงกรอบแกรบจากเกล็ดเกลือทุกฝีก้าว ถือเป็นอีกหนึ่งจุดที่ไม่ควรพลาดหากมาที่ Bahariyaการเดินทางไปตามฝัน ถ้าเราไม่กล้าที่จะก้าวออกไปตามหา ย่อมไม่มีวันเป็นจริงและในการเดินทางแต่ละครั้งมีความพิเศษแตกต่างกันไปให้เราสัมผัสพบเจอ

เป็นประสบการณ์ไม่ว่าด้านดีหรือด้านร้าย นั่นคือความทรงจำที่จะอยู่กับเราไปนานแสนนานตามใจเราออกไปตามฝันกันเถอะครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published.