ประทับใจไม่รู้ลืม @ สังขละบุรี

สังขละบุรีเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรีติดชายแดนพม่า ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 350 กม. เป็นเมืองที่เคยเก็บไปฝันว่าได้ไปเยือนมาแล้ว และแล้วก็ได้ไปจริง ๆ ในวันที่ฝนตกปรอย ๆ ทั้งวันจึงใช้เวลาเดินทางค่อนข้างนานเพราะไม่กล้าใช้ความเร็วเนื่องจากฝนตกถนนลื่น เราใช้เส้นทางนครปฐม – ราชบุรี – กาญจนบุรี ก่อนมาทริปนี้ไม่ได้ศึกษาสถานที่ท่องเที่ยวล่วงหน้าเลยเพราะเห็นว่าเป็นทริปสั้น ๆ แค่คืนเดียวเจออะไรก็แวะเที่ยวละกัน

ระหว่างทางแวะเติมน้ำมัน ก็เหลือบไปเห็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อ “เมืองมัลลิกา” ซึ่งเจ้าของที่สร้างที่นี่ก็คือเจ้าของปั๊มน้ำมันซึ่งอยู่ข้าง ๆ ด้านหน้ามีรถลากไว้ให้นักท่องเที่ยวเก็บภาพสวยงาม พนักงานที่นี่ ใส่ชุดไทยโบราณและพูดจาไพเราะมากโดยทุกคำที่ลงท้ายประโยคถ้าเป็นผู้หญิงจะมีคำว่า “เจ้าค่ะ” ส่วนผู้ชายก็ลงท้ายด้วย “ขอรับ” ทุกคำบรรยากาศพาให้นึกถึงสมัยโบราณ ด้านในมีชุดไทยให้เช่าใส่เดินเล่นถ่ายรูป เนื่องจากเวลาที่มีจำกัดเพราะปลายทางสังขละยังอีกไกลจึงทำให้ไม่สามารถเข้าชมบรรยากาศด้านในได้ แต่จะต้องกลับมาอีกเพื่อเข้าไปชมด้านในให้ได้

ถนนที่ไปสังขละเป็นถนนสองเลนขับสบายไม่ยากเส้้นทางสวยร่่มรื่่นชมวิิวไปเรื่อย ๆ เพลิน ๆ แต่ระยะทางค่อนข้างไกล มีบางช่วงที่ขึ้นเขาลงเขาสูงเป็นทางยาว แต่ทางโค้งไม่มาก เราใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ ทั้งหมดประมาณ 5 ชม. ไม่รวมเวลาที่จอดทานข้าวและถ่ายรูป เพราะฝนตกปรอย ๆ ตลอดการเดินทาง ก่อนเข้าตัวเมืองสังขละจะมีพระนอนองค์ใหญ่ เจดีย์สีทองและพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ๆ ลักษณะแบบพระพุทธรูปพม่าหรือมอญ ตั้งอยู่เรียงรายริมถนน ขับเลยตรงจุดนี้ไปหน่อยก็เข้าตัวตลาด เราตรงเข้าที่พักที่สามประสบรีสอร์ท

โรงแรมที่เราเข้าพักเป็นโรงแรมที่ตั้งอยู่ในทำเลที่ดีที่สุดของที่นี่ก็ว่าได้เพราะอยู่ติดทางลงสะพานไม้ (สะพานมอญ) และสะพานแดงสามารถมองเห็นสองสะพานนี้ หมู่บ้านมอญวัดวังก์วิเวการาม (ใหม่่) และเจดีย์พุทธคยาพอมาถึงโรงแรมก็เช็คอินเก็บของ ชมวิวจากหน้าห้องพัก ราคาห้องพักที่นี่มีหลายราคาขึ้นอยู่กับวิวตั้งแต่พันกว่าจนถึงสามพันกว่า เราได้ห้องที่มีสระว่ายน้ำอยู่หน้าห้อง วิวดีมากมองเห็นสะพานจากระเบียงห้อง ปกติห้องพักที่นี่ จะจองค่อนข้างยาก มักจะเต็มตลอด ตัวเมืองสังขละมีโรงแรมค่อนข้างเยอะแต่ส่วนใหญ่จะมองไม่เห็นวิวและเป็นโรงแรมเล็ก ๆ ระดับไม่ถึงพัน หรือแบบโฮมสเตย์ ถ้าเป็นโรงแรมใหญ่หน่อยมองเห็นวิวก็จะไกลทางลงสะพาน เวลาจะมาเที่ยวหมู่บ้านมอญต้องขับรถมาจอดบริเวณสะพานซึ่งหาที่จอดยากในช่วงวันหยุด วันเสาร์ช่วงเย็น ๆ จะมีถนนคนเดินมีของขายแต่เรามาวันศุกร์จึงไม่ได้มีโอกาสเที่ยวถนนคนเดิน

เราออกสำรวจหมู่บ้านมอญยามเย็น สถานที่ท่องเที่ยวของที่นี่ นอกจากหมู่บ้านมอญแล้วสามารถนั่งเรือหางยาวชมวัดใต้น้ำ (วัดวังก์วิเวการามเก่า) ติดต่อเรือนำ เที่ยวได้ที่โรงแรม ใช้เวลา 45 นาที ราคา 300 – 500 บาท ขึ้นอยู่กับจำนวนคน ต้องมาขึ้นเรือก่อน5 โมงเย็น จากหน้าโรงแรมเดินเลี้ยวซ้ายจะเป็นทางเดินไปสะพานแดงและสะพานไม้เพื่อข้ามไปหมู่บ้านมอญ สะพานนี้เปิดตลอด 24 ชม. ถ้าข้ามสะพานแดงไปจะเป็นหมู่บ้านชาวกระเหรี่ยงแต่ไม่มีอะไรให้ดูและไม่มีตลาด นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะไปแค่สะพานมอญ

เมื่อเดินมาถึงหัวสะพานจะเจอร้านขายอาหารชุดตักบาตรตอนเช้า ซึ่งสามารถจองไว้ก่อนได้ในราคาชุดละ 100 บาท พร้อมบริการฟรีชุดมอญทั้งชายและหญิงให้ใส่เดินไปใส่บาตร เจ้าของร้านน่ารักมากบอกให้เอาชุดไปไว้ก่อน เช้าก็แต่งตัวจากโรงแรมมาได้เลย ระหว่างจะเดินข้ามสะพานไปเจอเด็กน้อยชาวมอญคนหนึ่งบอกว่าชื่อเซเว่น หน้าตาทะเล้นน่ารัก เข้ามาถามว่าต้องการประแป้งไหม เด็กน้อยที่นี่ จะถือตะกร้าเป็นอุปกรณ์ทำมาหากินโดยการเอาตัวปั๊มจุ่มที่แป้งทานาคาแล้วกดที่หน้านักท่องเที่ยวให้เป็นลายสวยงาม ส่วนราคาก็แล้วแต่จะให้เราข้ามไปเที่ยวฝั่งหมู่บ้านมอญ แม่ค้าชาวมอญที่นี่น่ารักทุกคนใจดีดูอัธยาศัยดีไม่ดุ ร้านค้าส่วนใหญ่ขายของพื้นเมืองคล้าย ๆ ที่เชียงใหม่่ไม่ค่อยมีอะไรน่าซื้อนอกจากผ้าถุงและแป้งทานาคาซึ่งชาวมอญและพม่าใช้้ทาหน้าเพื่อกันแดด

เช้าวันรุ่งขึ้น เราตื่นแต่เช้าแต่งกายด้วยชุดชาวมอญออกจากที่พักตั้งแต่ 6 โมงเช้าเพื่อไปสะพานมอญ วิถีชีวิตของคนที่นี่ เริ่มกันตั้งแต่เช้าตรู่เด็ก ๆ ชาวมอญทั้งชายและหญิงออกมาเริ่มงานกันตั้งแต่เช้า มาพร้อมตะกร้าใบน้อยพร้อมแป้งทานาคาบริการนักท่องเที่ยว สีสันยามเช้าบนสะพานมอญช่างเป็นภาพประทับใจหาชมได้ไม่ง่ายนัก นักท่องที่ยวเดินขวักไขว่คึกคักบนสะพานมอญเพื่อข้ามไปอีกฝั่ง บนสะพานมีเด็ก ๆชาวมอญแต่งกายแบบมอญมานั่งจองที่ เพื่อปะแป้งให้นักท่องเที่ยว สาวน้อยและสาวรุ่นใหญ่ชาวมอญทูนหัวด้วยตะกร้าดอกไม้ไว้คอยนักท่องเที่ยวถ่ายรูป

เช้านี้อากาศดีไม่มีฝน วิวเขื่อนที่มีแนวเขา แพกลางน้ำสีสันความมีชีวิตชีวาบนสะพานมอญทำ ให้เราใช้เวลาเก็บภาพตลอดทางเกือบครึ่งชั่วโมงถึงจะเดินมาถึงอีกฝั่งได้ทั้ง ๆ ที่ไม่ไกลเลย ข้ามมาอีกฝั่งของสะพานเป็นหมู่บ้านมอญใกล้ ๆ ปลายสะพานมีร้านค้าขายเสื้อผ้าเรียงรายเต็มไปหมด ร้านอาหารพื้นเมืองขายโจ้ก ร้านกาแฟ ขนมเบื้องมอญ ข้าวเหนียวดำนึ่งกินกับมะพร้าวขูดโรยน้ำตาลเหมือนที่คนไทยกินกับข้าวเม่า ร้านขนมจีนหยวกกล้วยคล้ายขนมจีนน้ำยาของไทยแต่เวลาทานจะมีน้ำ มะขามเปียกให้เติม และมีร้านขายเสื้อผ้าของพื้นเมืองคล้าย ๆ กันเต็มไปหมดเดินเลยไปหน่อยก็จะเริ่มเห็นเก้าอี้ตั้งเรียงรายพร้อมชุดตักบาตรในราคา 99 บาทให้นักท่องเที่ยวได้จับจองตักบาตรกัน การตักบาตรที่นี่ จะเริ่มราว 6.45 น. พระจะเดินไปตามทางที่ชาวบ้านตั้งเก้าอี้ไว้ เนื่องจากว่าเราซื้อชุดตักบาตรมาจากฝั่งตรงข้ามไว้แล้วก็เลยจ่ายแค่ค่าเก้าอี้คู่ ละ 10 บาทเพื่อนั่งรอพระ ถ้าไม่อยากเสียเงินค่าเก้าอี้ก็สามารถยืนรอฝั่งเดียวกันพระจะเดินเป็นทางเดียว การตักบาตรที่นี่ จะใส่ข้าวสวยอาหารแห้งและดอกไม้ ไม่ใส่อาหารสด ภาพนักท่องเที่ยวรอตักบาตรยามเช้าแต่งกายด้วยชุดมอญทั้งชายหญิงมีแป้งทานาคาทาหน้าช่างเป็นสีสันยามเช้าเป็นไฮไลท์ของที่นี่ และเป็นภาพประทับใจจริง ๆ

ฝั่งหมู่บ้านมอญก็มีห้องพักแบบโฮมสเตย์ของชาวบ้านราคาถูก ที่นี่ยังไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมากนัก เท่าที่ มา 2 วันเจออยู่ แค่ 4 คน ส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวคนไทย อาจจะเป็นเพราะว่าสังขละอยู่ค่อนข้างไกลมายาก จึงทำให้ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติ ข้อดีที่มายากทำ ให้ยังคงความเป็นธรรมชาติและรักษาวิถีชีวิตขนบธรรมเนียม ประเพณีที่ดีงามของที่นี่ ไว้ได้ตักบาตรเสร็จเราก็กลับโรงแรมเก็บของเตรียมออกเดินทางต่อ จุดหมายปลายทางวันนี้คือเขื่อนศรีนครินทร์ การมาเที่ยวสังขละครั้งนี้มีเวลาจำกัดถ้ามีเวลามากกว่านี้คงได้นั่งเรือชมวัดใต้น้ำ และเที่ยวด่านเจดีย์ 3 องค์ ชายแดนไทย – พม่า ข้ามไปเที่ยวตลาดเช้าและวัดในพม่าได้ด้วย สามารถติดต่อทัวร์เที่ยววัดพม่าได้ที่โรงแรมหรือหน้าโรงแรมก่อนลงสะพานมอญจะมีคนยืนตะโกนขายทัวร์ราคาไม่แพง

เราแวะเที่ยวเจดีย์พุทธคยาและไหว้พระที่วัดวังก์วิเวการาม (ใหม่) ของหลวงพ่ออุตตมะก่อนเดินทางไปเขื่อนต่อ ถ้ามีโอกาสกลับมาที่สังขละอีกครั้งต้องพักสัก 2 คืน จึงจะเก็บที่เที่ยวได้ครบหมดทุกที่และถ้ามาอีกคงมาช่วงสงกรานต์จะได้ดูประเพณีการสรงน้ำ พระของชาวมอญบริเวณเจดีย์พุทธคยาที่ชาวบ้านแต่งกายแบบมอญออกมาเล่นน้ำ สงกรานต์ ประเพณีสรงน้ำ พระของชาวมอญจะทำผ่านกระบอกไม้ไผ่ยาว ๆ เป็นอีกพิธีที่น่ามาชมอย่างยิ่ง

การเดินทางทริปสังขละสั้น ๆ ในครั้งนี้ได้ความประทับใจที่ยาวนาน ได้เห็น
วัฒนธรรมขนบธรรมเนียมวิถีการดำรงชีวิตดั้งเดิมของชาวบ้านเมื่อความเจริญรุ่งเรืองและเทคโนโลยีเข้าถึง ภาพเหล่านี้ก็จะถูกลบเลือนไป

Leave a Reply

Your email address will not be published.